วันอังคารที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561


ทาน “ผัก”เท่าไร ถึงจะเพียงพอต่อร่างกาย ช่วยป้องกันโรคได้จริง?





Jurairat N.



เราต่างคนต่างรู้ดีว่า “ผัก” มีความสำคัญต่อร่างกายของเราอย่างไร นอกจากจะเป็นหนึ่งในอาหารที่เราต้องทานให้ครบ 5 หมู่ในแต่ละมื้อแล้ว ผักยังมาพร้อมกากใยอาหารที่ช่วยในการทำงานของระบบขับถ่าย ไม่ให้เราท้องผูกกันอีกด้วย แต่เราจะทราบได้อย่างไรว่า เราควรทานผักมากเท่าไร เพื่อให้เหมาะสมกับที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน


ทานผักเท่าไร ถึงจะเพียงพอต่อร่างกาย?

ตามปริมาณที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ เราควรทานผักวันละ 400-500 กรัม

ผัก 400-500 กรัมต่อวัน เปรียบเทียบได้กับ
ผักสุก 5 ถ้วยตวง หรือ กำปั้นมือ


ผัดสด ทานเป็นขนาด 2 เท่าของผักสุก คือ 10 ถ้วยตวง หรือกำปั้นมือ




ประโยชน์ของการทานผักให้เพียงพอ
การทานผักผลไม้ในปริมาณที่เพียงพอ จะช่วยป้องกันโรคได้หลายโรค เช่น โรคมะเร็ง และโรคหัวใจ และหลอดเลือด แต่หากทานผักผลไม้ไม่เพียงพอ เราก็จะได้รับประโยชน์จากผักที่ทานเข้าไปได้ไม่เต็มที่ และอาจไม่ส่งผล หรือมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคอย่างที่ควรจะเป็น


นอกจากเกลือแร่ และวิตามินแล้ว ผักยังมีสารเคมีที่เรียกว่า “พฤกษาเคมี” โดยสารเหล่านี้จะมีคุณสมบัติที่ดีต่อร่างกายแตกต่างกันไปตามสีของผัก ดังนั้นการทานผักหลากหลายสี หรือที่เราเรียกว่า “ผัก 5 สี” จะช่วยเพิ่มสารอาหารที่ดีต่อร่างกายได้อย่างหลากหลายมากขึ้น


ผัก 5 สี ประกอบด้วย
ผักสีเขียว มีคลอโรฟิลด์ ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง บำรุงผิวพรรณให้เต่งตึงขึ้น และมีใยอาหารสูง ช่วยในการขับถ่าย ตัวอย่างของผักสีเขียว ได้แก่ คะน้า ผักบุ้ง บร็อกโคลี่


ผักสีแดง มี แอนโทไซยานิน ไลโคปีน และเบตาไซซีน ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง บำรุงผิวพรรณให้เต่งตึงขึ้น ลดความเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมาก ป้องกันโรคความจำเสื่อม และช่วยลดไขมันในเลือด ตัวอย่างของผักสีแดง ได้แก่ พริกหยวกแดง มะเขือเทศ


ผักสีเหลือง-ส้ม มีลูทีน และเบตาแคโรทีน ช่วยบำรุง และป้องกันความเสื่อมของดวงตา ลดคอเลสเตอรอล และไขมันในเส้นเลือด ลดความเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย และส่งเสริมการสร้างภูมิคุ้มกันโรค ตัวอย่างของผักสีเหลือง-ส้ม ได้แก่ แครอต ฟักทอง


ผักสีน้ำเงิน-ม่วง มี แอนโทไซยานิน ที่ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ ยับยั้งอาหารเป็นพิษ บำรุงเส้นผมให้เงางาม และกระตุ้นการทำงานของเซลล์ ตัวอย่างผักสีน้ำเงิน-ม่วง ได้แก่ มะเขือม่วง กะหล่ำม่ว


ผักสีขาว-น้ำตาลอ่อน มี แซนโทน กรดไซแนปติก และอัลลิซิน ที่ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือด ลดไขมันในเส้นเลือด ลดความดันโลหิต และมีฤทธิ์ในการต้านอนมูลอิสระ ตัวอย่างผักสีขาว-น้ำตาล ได้แก่ ผักกาดขาว ดอกกะหล่ำ หัวไชเท้า


iStockผัก 5 สี และวิธีการทานผัก ทั้งผักสด และผักสุก

ผักสด VS ผักสุก

เราสามารถทานผักได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการล้างแล้วหั่นทานสดๆ ทำมาปรุงให้สุกผ่านน้ำร้อน นำมาอบ นึ่ง ต้ม ผัด แกง ทอด แล้วแต่ที่เราชอบ แต่อาจมีข้อควรระวังเล็กน้อย เช่น ผักสดอาจเสี่ยงสารเคมีตกค้างมากกว่าผักสุก ส่วนปักสุกอาจเสี่ยงวิตามินหายไปจากการใช้ความร้อน เช่น วิตามินบี วิตามินซี และโพแทสเซียม

นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคไต ต้องระมัดระวังในการทานผักที่มีโพแทสเซียมเยอะๆ เช่น ผักสีเข้มๆ อย่าง คะน้า บร็อกโคลี่ ผักโขม เป็นต้น แต่หากต้องการทานจริงๆ สามารถลดปริมาณโพแทสเซียมด้วยการล้างน้ำเปล่าเยอะๆ ก่อนนำไปต้มจนสุก แล้วเลือกทานแต่ผักต้ม ไม่ทานน้ำต้มผัก

>> เป็นโรคไต กินอะไร? ห้ามกินอะไร?

>> เป็นโรคไต ห้ามกินอะไร นอกจากเลี่ยงกินเค็ม?

ในทางตรงกันข้าม หากผู้ป่วยโรคความดันสูง ไม่ควรปล่อยให้โพแทสเซียมในร่างกายอยู่ในระดับต่ำ การเพิ่มโพแทสเซียมก็ทำได้ง่ายๆ เพียงเลือกทานผักสด ทานเป็นชิ้นๆ ไม่ผ่านความร้อนใดๆ

สำหรับทานใดที่อยากทานผักที่มีวิตามินเอสูง เช่น ผักสีส้มเหลืองอย่างแครอต มันฝรั่ง ฟักทอง รวมถึงผักสีเขียวเข้มอย่าง ตำลึง ปวยเล้ง บร็อกโคลี่ สามารถทานสุกได้เต็มที่ เพราะวิตามินเอไม่ละลายไปกับน้ำร้อน สามารถได้รับวิตามินเอเข้าไปได้เต็มๆ


ขอขอบคุณ

ข้อมูล :ผศ.พญ. ดรุณีวัลย์ วโรดมวิจิตร สาขาโภชนวิทยาและชีวเคมีทางการแพทย์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยามหิดล,Love Fitt

ภาพ :iStock

หากท่านผู้อ่านสนใจสินค้าเหล้่านี้ สามารถสั่งซื้อสินค้าราคาถูกพิเศษได้ที่>> http://www.vitamin24hr.com

ถูกที่สุดทั่วไทย สินค้าบริษัท

แอดไลน์ที่>> http://line.me/ti/p/%40vitamin24hr

หรือ ไลน์ไอดี @vitamin24hr

****

วันนี้กดไลค์เพจเราและแชร์แบบสาธารณะ เพื่อลุ้นรับขนาดทดลอง จัดส่งถึงบ้าน ประกาศผลทุกสิ้นเดือนจ้า

10 วิธีลดอาการอยากของหวาน สำหรับลดความอ้วน


10 วิธีลดอาการอยากของหวาน สำหรับลดความอ้วน




สนับสนุนเนื้อหา


กฎข้อแรกๆ ของการลดความอ้วนที่ใครๆ ต่างก็ทราบดี คือการลดการทานของหวาน ศัตรูตัวฉกาจของร่างกายที่ความอร่อยสวนทางกับประโยชน์ที่ได้รับ หากเราเผลอตัวเผลอในทานเข้าไปมากๆ นอกจากมันจะลงมากองอยู่ที่พุง ต้นขา ต้นแขน แล้ว ยังก่อให้เกิดโรคอีกมากมาย เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง เส้นเลือดอุดตัน และอื่นๆ อีกมากมาย

เพราะฉะนั้น ถ้าใครรู้ตัวว่าชอบของหวานมากจนไม่สามารถหักห้ามใจได้ มาอ่านเคล็ดลับช่วยลดความอยากของหวานกันเถอะ ท่องไว้ว่า ถูกปากแต่อาจไม่ถูกใจ แต่เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น เราต้องทำ!


ลดหรือเลิกกาเฟอีน ซึ่งมีผลต่อระดับน้ำในเลือด และอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณอยากกินของหวาน


ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอในแต่ละวัน บางครั้งการอยากกินหวานเป็นสัญญาณหนึ่งที่บอกว่า ร่างกายกำลังขาดน้ำ ให้ลองดื่มน้ำเปล่าสักแก้ว (อาจผสมน้ำมะนาวสด หรือน้ำส้มสายชูหมักแอปเปิ้ลประมาณ 1 ช้อนชา) แล้วรอสักครู่ เพื่อดูว่ายังอยากกินของหวานอยู่หรือไม่ นอกจากนี้การดื่มน้ำสะอาดปริมาณเพียงพอกับที่ร่างกายต้องการ ยังช่วยลำไส้กำจัดแบคทีเรียชนิดไม่ดีออกไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย


กินผักที่มีรสหวานเป็นประจำ เช่น หัวหอม แครอท ฟักทอง มันหวาน แม้กระทั่งหัวไชเท้า เมื่อต้มในน้ำซุปยังมีรสหวาน การกินผักที่มีรสหวานเป็นประจำจะช่วยลดความอยากของหวานได้


หลีกเลี่ยงอาหารผ่านกรรมวิธี อาหารที่มีสารเคมี และน้ำตาลสูง รวมถึงสารให้ความหวานแทนน้ำตาลอื่นๆ ด้วย


เพิ่มความกระฉับกระเฉงให้ร่างกายด้วยการออกกำลังกายเป็นประจำ อาจเริ่มด้วยกิจกรรมง่ายๆ เช่น เดิน หรือฝึกโยคะ เริ่มต้นในระยะเวลาสั้นๆ เช่น 15 นาที แล้วจึงค่อยๆ เพิ่มเวลา การเคลื่อนไหวร่างกายช่วยรักษาสมดุลระดับน้ำตาลในเลือด และเพิ่มความกระปรี้กระเปร่า จึงมีส่วนช่วยลดการกินของหวานเพื่อคลายเครียด


iStock



นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และรู้จักผ่อนคลาย คนส่วนใหญ่มักใช้น้ำตาลเป็นแหล่งพลังงานที่เร่งด่วน โดยเฉพาะในยามที่รู้สึกเครียด อ่อนล้า หรือขาดพลังงานทั้งร่างกาย และจิตใจ ดังนั้นหากคุณเป็นคนติดหวาน ให้ลองถามตัวเองว่าอดนอน หรือมีความเครียดหรือไม่


พิจารณาปริมาณเนื้อสัตว์ที่ทานอยู่เป็นประจำ การทานเนื้อสัตว์มากเกินไป หรือน้อยเกินไป ทำให้เกิดการอยากของหวานได้ หมั่นสังเกต และปรับหาปริมาณที่สมดุล


ควรเลิกกินผลิตภัณฑ์จำพวกปราศจากไขมัน หรือไขมันต่ำ เนื่องจากผลิตภัณฑ์เหล่านี้มักมีปริมาณน้ำตาลสูง เพื่อทดแทนรสชาติ และไขมันที่หายไป


ลองใช้เครื่องเทศต่างๆ ในการปรุงอาหาร เครื่องเทศบางชนิด เช่น อบเชย ลูกจันทน์เทศ ลูกกระวาน หรือการพลู ช่วยทำให้อาหารมีรสหวานขึ้นโดยธรรมชาติ


ฝึกใช้ชีวิตให้ช้าลง และเติมความหวานในชีวิตด้วยสิ่งที่ไม่ใช่อาหาร ลองพิจารณาดูด้านต่างๆ ของชีวิตว่าคุณรู้สึกเติมเต็ม หรือขาดหายไปไหม เมื่อชีวิตคุณหวานชื่นขึ้น อาการอยากของหวานจะหายไป


Advertisement



ข้อสุดท้ายนี้น่าสนใจ ต้องลองพิจารณาตัวเองดีๆ ว่าเราอยากของหวาน เพราะชีวิตของเราขาดความสุข ความหวานชื่น ความสดใสกระปรี้กระเปร่าในชีวิตหรือเปล่า อย่างเพื่อนๆ รอบตัวของเรามักชอบพูดว่า “เครียดๆ แบบนี้ เย็นนี้ไปกินบิงซูกันดีกว่า” มีความเป็นไปได้ว่าเราอยากความหวานเพื่อช่วยเติมเต็มความสุขในชีวิต แต่หากเรากินดีอยู่ดีไม่มีความเครียด เราอาจไม่จำเป็นที่จะต้องคอยเติมของหวานลงกระเพาะเลยก็ได้นะคะ


ขอขอบคุณ

ข้อมูล :ลำไส้ดี ไม่มีโรค

ภาพ :iStock

หากท่านผู้อ่านสนใจสินค้าเหล้่านี้ สามารถสั่งซื้อสินค้าราคาถูกพิเศษได้ที่>> http://www.vitamin24hr.com

ถูกที่สุดทั่วไทย สินค้าบริษัท

แอดไลน์ที่>> http://line.me/ti/p/%40vitamin24hr

หรือ ไลน์ไอดี @vitamin24hr

****

วันนี้กดไลค์เพจเราและแชร์แบบสาธารณะ เพื่อลุ้นรับขนาดทดลอง จัดส่งถึงบ้าน ประกาศผลทุกสิ้นเดือนจ้า

สาหร่ายพวงองุ่น ทั้งอร่อย ทั้งยับยั้งเซลล์มะเร็ง


สาหร่ายพวงองุ่น ทั้งอร่อย ทั้งยับยั้งเซลล์มะเร็ง





Jurairat N.




เห็นพืชหน้าตาสวยๆ เหมือนพวงองุ่นเล็กๆ แบบนี้ ทราบกันไหมคะว่ามันเป็นสาหร่ายที่มาไกลจากประเทศญี่ปุ่นเลยแหละ สาหร่ายพวงองุ่นมีประโยชน์อย่างไรบ้าง ทำไมเราต้องทาน และทานกันอย่างไร Sanook! Health จะมาแนะนำให้รู้จักกับพืชจิ๋วแต่แจ๋วชนิดนี้กันค่ะ


สาหร่ายพวงองุ่น

iStock

ชื่อภาษาอังกฤษคือ sea grapes หรือ green cavier บ้านเราอาจเรียกว่า สาหร่ายช่อพริกไทย มีต้นกำเนิดมาจากชายฝั่งทะเลแถบโอกินาว่า ประเทศญี่ปุ่น มีลักษณะเป็นพวงเล็กๆ สีเขียวเข้ม มีเม็ดกลมๆ ใสๆ สีเขียวอ่อน


รสชาติสาหร่ายพวงองุ่น

iStock

มีรสชาติคล้ายไข่กุ้งที่อยู่บนซูชิ มันๆ เค็มๆ นิดๆ และด้วยลักษณะที่เป็นพวงองุ่น ทำให้เมื่อจิ้มกับน้ำจิ้มต่างๆ สามารถดูดซับน้ำจิ้มติดขึ้นมาได้มาก ทำให้ไม่ว่าจะทานกับน้ำจิ้มแบบไหนก็อร่อย


คุณประโยชน์ของสาหร่ายพวงองุ่น

iStock

- แหล่งรวมวิตามินมากมาย ทั้งวิตามินเอ, บี, ซี, อี และเค ดังนั้นจึงช่วยบำรุงสายตา แก้อาการเหน็บชา ดูแลกระดูก และฟัน บำรุงผิวพรรณ และช่วยให้เลือดแข็งตัวได้ง่าย

- ปรับสมดุลในร่างกาย

- รักษาความชุ่มชื้นของเซลล์ผิว

- บำรุงสมอง บำรุงเส้นผม

- ต่อต้าน และยับยั้งเซลล์มะเร็ง

- กากใยสูง แคลอรี่ต่ำ เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังควบคุมน้ำหนัก

- แมกนีเซียม ช่วยให้กล้ามเนื้อและประสาททำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

- แคลเซียม บำรุงกระดูก

- โปแคสเซียม ช่วยควบคุมการทำงานของเซลล์ และความสมดุลของน้ำในร่างกาย

- สังกะสี ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย

- ไอโอดีน ช่วยป้องกันและรักษาโรคคอพอก

- เบต้าแคโรทีน ต้านอนุมูลอิสระ

- กรมอะมิโนที่จำเป็นอีกหลายชนิดที่ไม่พบในพืชบนบก

- เหมาะกับผู้ป่วยหลายโรค เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ


Advertisement


วิธีรับประทานสาหร่ายพวงองุ่น

iStock

สามารถรับประทานได้หลากหลายแบบไม่จำกัด โดยส่วนใหญ่ที่อยากให้เริ่มลองก่อน คือทานสด ล้างด้วยน้ำเปล่า แล้วนำไปสะดุ้งด้วยน้ำเย็น เพื่อให้ได้ความสดกรอบ จากนั้นเลือกจิ้มรับประทานกับน้ำจิ้มที่ชอบ จะเป็นน้ำจิ้มพอนสึตามแบบฉบับของญี่ปุ่น รสชาติหวานๆ เค็มๆ หรือจะแซ่บยิ่งขึ้นกับน้ำจิ้มซีฟู้ด เปรี้ยว เค็ม เผ็ด ก็อร่อยจนหยุดทานไม่ได้ นอกจากนี้ยังสามารถนำไปดัดแปลงเป็นเมนูต่างๆ จะยำ ส้มตำ ซูชิ แครกเกอร์ ใส่สลัด ยัดไส้ หรืออะไรก็ได้


วิธีเก็บรักษาสาหร่ายพวงองุ่น

เมื่อซื้อมาบริโภค จะมีอายุราว 2-3 วัน ไม่ควรเก็บเอาไว้ในตู้เย็น เก็บเอาไว้ข้างนอกได้เลย ก่อนนำมารับประทานให้นำไปล้าง และสะดุ้งน้ำเย็นเพื่อความสดกรอบก็เพียงพอแล้ว



น่าอร่อย และมีประโยชน์มากมายอย่างนี้ ลองหามาทานกันดูนะคะ รับรองว่าจะติดใจจนอยากทานทุกวันเลยล่ะ


ขอขอบคุณ

ภาพ :iStock

หากท่านผู้อ่านสนใจสินค้าเหล้่านี้ สามารถสั่งซื้อสินค้าราคาถูกพิเศษได้ที่>> http://www.vitamin24hr.com

ถูกที่สุดทั่วไทย สินค้าบริษัท

แอดไลน์ที่>> http://line.me/ti/p/%40vitamin24hr

หรือ ไลน์ไอดี @vitamin24hr

****

วันนี้กดไลค์เพจเราและแชร์แบบสาธารณะ เพื่อลุ้นรับขนาดทดลอง จัดส่งถึงบ้าน ประกาศผลทุกสิ้นเดือนจ้า

8 ประโยชน์จาก “ฟักแม้ว” หรือ “มะระหวาน” อร่อย ช่วยลดน้ำหนัก


8 ประโยชน์จาก “ฟักแม้ว” หรือ “มะระหวาน” อร่อย ช่วยลดน้ำหนัก





Jurairat N.




จะทานแกงจืดเมื่อไร ใครๆ ก็เรียกหาแต่ แกงจืดผักกาดขาว แกงจืดฟัก แต่ขอบอกว่าถ้าใครได้เคยลองทาน “แกงจืดฟักแม้ว” หรือ “มะระหวาน” แล้วล่ะก็ แค่คำเดียวก็ติดใจแน่นอน เพราะเป็นพืชตระกูลฟักที่มีความหวาน กรอบ อร่อย และราคาไม่แพงมาก นอกจากทำแกงจืดอร่อยแล้ว ยังเอามาผัด และทำได้อีกสารพัดเมนูเลยล่ะ

ฟักแม้ว หรือ มะระหวาน ไม่ได้มีดีแค่อร่อย แต่ยังเต็มไปด้วยประโยชน์มากมายที่คุณอาจไม่เคยรู้



8 ประโยชน์จาก “ฟักแม้ว” หรือ “มะระหวาน

1. แหล่งอาหารชั้นดีของคนที่กำลังควบคุมน้ำหนัก เพราะฟักแม้ว 100 กรัม ให้พลังงานเพียง 13 กิโลแคลอรี่เท่านั้น และยังมีเส้นใยอาหารที่ช่วยในเรื่องของการขับถ่ายอีกด้วย

2. เป็นผักที่มีรสชาติจืด หวานกรอบเล็กน้อยโดยธรรมชาติ ทำให้เหมาะกับทุกเพศ ทุกวัย

3. มีฟอสฟอรัส ที่ช่วยในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอภายในร่างกาย

4. น้ำต้มฟักแม้ว หรือน้ำต้มมะระหวาน ช่วยลดความดันโลหิต และสลายนิ่วในไตได้


5. ช่วยบำรุงหัวใจ และหลอดเลือดให้แข็งแรง

6. มีวิตามินซีที่ช่วยลดอาการเลือดออกตามไรฟัน

7. มีโฟเลตสูง เหมาะกับหญิงมีครรภ์ ทานเพื่อบำรุง และช่วยเรื่องพัฒนาการของลูกน้อยตั้งแต่ในครรภ์

8. มีแคลเซียม ช่วยบำรุงกระดูก และฟัน



เคล็ดลับในการปรุงฟักแม้ว หรือมะระหวาน คือการปอกเปลือก และล้างยางออกให้หมด ก่อนนำไปปรุงให้สุกโดยผ่านความร้อนอย่างรวดเร็ว อย่าให้สุกเละจนเกินไป เพราะยิ่งต้ม ยิ่งผัดนาน ก็จะยิ่งเสียรสชาติ และสูญเสียคุณค่าทางสารอาหารค่ะ





ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก prayod.com
ภาพประกอบจาก istockphoto


หากท่านผู้อ่านสนใจสินค้าเหล้่านี้ สามารถสั่งซื้อสินค้าราคาถูกพิเศษได้ที่>> http://www.vitamin24hr.com

ถูกที่สุดทั่วไทย สินค้าบริษัท

แอดไลน์ที่>> http://line.me/ti/p/%40vitamin24hr

หรือ ไลน์ไอดี @vitamin24hr

****

วันนี้กดไลค์เพจเราและแชร์แบบสาธารณะ เพื่อลุ้นรับขนาดทดลอง จัดส่งถึงบ้าน ประกาศผลทุกสิ้นเดือนจ้า